“วิธีเลือกลูกค้า” ให้เห็นโพสเรา

Facebook Marketing 101 #101-09 บทที่ 09

“วิธีเลือกลูกค้า” ให้เห็นโพสเรา

audience-opt-01

(Credit ภาพ: Facebook)

เคยไหม ? อยากโพสอะไรบางเรื่องแล้วอยากให้แค่บางกลุ่ม หรือบางคนเห็น

แต่ไม่อยากให้บางคนเห็นข้อความเรา

คำตอบคือ “ทำได้ครับ”

วิธีทำ

  1.  เข้ามาที่ “Setting” มุมขวาบนของหน้าแรก แฟนเพจaudience-opt-02
  2. แล้วเลือกหัวข้อตรงด้านซ้ายคำว่า “Preferred Page Audience”
    คลิกที่ หมายเลข 1. และตามด้วยหมายเลข 2. เพื่อทำการตั้งค่า

    audience-opt-03

  3. หมายเลข 1. การเลือกสถานที่ที่เราอยากให้คนเห็นมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ
    1. “Everyone in this location” คือ ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นๆ (ถึงแม้จะไม่ได้อาศัยก็ตามที)
    2. “People who live in this location” คือ ทุกคนที่อาศัยบริเวณนั้นๆ
    3. “People recently in this location” คือ ทุกคนที่พึ่งเข้ามาบริเวณนั้นๆ
    4. “People traveling in this location” คือ ทุกคนที่ท่องเที่ยวอยู่บริเวณนั้นๆ (แค่ผ่านมาผ่านไป)
    หมายเลข 2. เลือกปรับการเข้าถึงโพสได้
    Include คือ กลุ่มนี้เข้าถึงได้
    Exclude คือ กลุ่มนี้ห้ามเข้าถึง
    หมายเลข 3. เลือกอายุของผู้เข้าชม
    หมายเลข 4. เลือกเพศของผู้เข้าชม
    หมายเลข 5. เลือกความสนใจของผู้เข้าชม
    หมายเลข 6. เลือกภาษาที่ผู้เข้าชมรู้จักหรือสนใจ

    เสร็จแล้วคลิก “Save” มุมขวาล่าง เป็นอันเสร็จ

    audience-opt-04

เรียบร้อยครับกับ เคล็ด(ไม่)ลับง่ายๆกับ “วิธีเลือกลูกค้า” ให้เห็นโพสเรา

สำหรับครั้งหน้าเราไปพบกับ “Business Manager” คืออะไร  << มหากาพย์ช่วง กลางเรื่อง

บทต่อไปจะพาท่านเข้าสู่

  • ทำไมต้อง “Business Manager”
  • ศัพท์ที่ต้องเข้าใจเบื้องต้น
  • ผู้ช่วยที่เหมือน เซลล์ กับ การตลาด เคียงข้างเรา
  • เครื่องมือในการโฆษณาขั้นต้น

 

 

 

 

 

“วิธีดูรายงาน” บน แฟนเพจ

Facebook Marketing 101 #101-08 บทที่ 08

“วิธีดูรายงาน” บน แฟนเพจ

เริ่มจากกดเข้าไปที่ “Insights”

Insight-01.PNG

(ภาพจากแฟนเพจผมอีกแล้ว)

 

เข้ามาก็จะเห็นหน้าตาโล่งๆก่อนเพราะเรายังไม่ได้โพส หรือสร้างโฆษณา

แต่ถ้าเรามีการโฆษณาบ้างแล้วก็จะเห็นหน้าตาประมาณนี้

%e0%b9%81%e0%b8%9f%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%88-01

(ภาพจากแฟนเพจผมอีกแล้ว)

 

สมมติเปิดโพสมาเจออะไรก็ไม่รู้ มันคืออะไรบ้างนะ ดังนั้นต้องเข้าใจคำศัพท์ก่อน

คำศัพท์ที่ต้องทราบ

  • Like: จำนวนคนที่กดถูกใจให้กับโพสของเรา
  • Reach:  จำนวนคนที่เห็นโพสของเรา มีทั้งการเห็นแบบทั่วไป (Organic) การเห็นแบบเสียเงิน (Paid)
  • Page views: จำนวนคนที่ชมแฟนเพจของเรา สามารถดูแบบเชิงลึกได้ว่าใครที่ดูบ้าง เช่นเพศ อายุ
  • Page like: จำนวนคนที่ไลค์แฟนเพจของเรา
  • Post: ก็คือโพสที่เราโพสไป สามารถกดดูรายละเอียดเชิงลึกได้ว่าใครที่สนใจบ้าง เช่นเพศ อายุ
  • Action on page: จำนวนคนที่กด CTA ที่เราได้ตั้งไว้
  • Engagement: จำนวนคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับทั้งเพจ และโพสเรา
  • Messenger: ข้อมูลที่เกี่ยวกับการตอบกลับคนที่ส่งข้อความมา
  • Videos: จำนวนคนที่ชมวิดีโอเพจของเรา

 

ด้านล่างสามารถกด โพส ที่เราเคย โพส ขึ้นมาดูข้อมูลเชิงลึกได้

จะมีรายละเอียดแสดงเพิ่มเติม ซึ่งสามารถเก็บไปทำรายงานในแต่ละ โพส ได้

เพื่อนำมาปรับปรุงครั้งใหม่ ว่าเราโพสดีไหม ทำไมคนไม่ชอบ ทำไมคนชอบ

insights

(Credit: Facebook blueprint)

 

นอกจากนี้เราสามารถ “ดึงรายงานออกมาได้โดยกดปุ่ม Export” ด้านขวาบน

แล้วจะขึ้นหน้าตาแบบนี้

insight-02

หมายเลข 1. แหล่งข้อมูลที่เราต้องการโหลดมาดู

หมายเลข 2. เลือกช่วงของข้อมูลที่เราต้องการทราบ

หมายเลข 3. ชนิดของไฟลล์ในการโหลด นะนำว่า Excel (.xls) จะเข้าใจง่ายครับ

หลังจากเลือกทุกอย่างเสร็จก็กด “Export Data” เป็นอันเสร็จ

 

สำหรับบทต่อไป หลังจากเราเข้าใจวิธีการดึงข้อมูลออกมา

และดูผลการโฆษณา หรือการโพสของเราแล้ว

ต่อจากนั้นเราจะมาทำความรู้จักกับ “วิธีเลือกลูกค้า” ให้เห็นโพสเรา << อ่านต่อคลิกเลย

 

 

 

“การใส่ Video ลงใน Facebook Fanpage”

Facebook Marketing 101 #101-07 บทที่ 07

“การใส่ Video ลงใน Facebook Fanpage”

facebook-youtube-video-duration.png

โดยปกติวิธีง่ายๆ ก็มี 2 วิธี

  1. เรา อัพโหลด วิดีโอเราลงไปใน Youtube ก่อนแล้วนำ URL มาโพส1. เข้าไปที่ Youtube.com แล้วคลิกลูกศรupload-video-01(ถ้าเป็น บัญชี เราจะเห็นเป็นรูปเราเอง, อันนี้เป็นรูป Channel ผมเองครับ)2. กดปุ่ม ที่ลูกศร หมายเลข 1. เพื่อเลือกวิดีโอจากในเครื่องเรามาลงได้เลย
    ส่วนหมายเลข 2. ไว้เลือกได้ว่าวิดีโอที่เราอัพโหลดไปนั้น ใครเห็นได้บ้าง
    upload-video-02

    3. หลังจากนั้นจะเข้าสู่หน้าจอนี้
    หมายเลข 1. Video ที่เรากำลังอัพโหลด
    หมายเลข 2. ขีดบาร์แสดงให้เห็นว่า อัพโหลด ไปกี่เปอร์เซนต์แล้ว
    หมายเลข 3. ชื่อ Video ที่เราต้องการเผยแพร่
    หมายเลข 4. คำอธิบายที่จะปรากฎด้านล่าง Video
    หมายเลข 5. Tag ที่ช่วยให้ค้นหา Video เราง่ายขึ้น
    หมายเลข 6. link URL ที่เราต้องนำไปโพส 

    หลังจาก Upload เสร็จ ก็กดปุ่มสีน้ำเงินด้านมุมขวาบน เป็นอันเสร็จ
    upload-video-03

  2. ใส่ Video ผ่านหน้า แฟนเพจ โดยตรง
    – เริ่มจากมาที่หน้า แฟนเพจ แล้วเลือกหัวข้อแรกเลยupload-video-04– หลังจากเลือก Video เพื่ออัพโหลดแล้ว จะปรากฎหน้านี้
    หมายเลข 1. เป็นช่องไว้เขียน Content ให้คนเห็น
    หมายเลข 2. ชื่อ Video ที่ปรากฎบน Facebook
    หมายเลข 3. Tag Video เพื่อช่วยการค้นหา Video ง่ายขึ้น
    หมายเลข 4. ขีดบาร์แสดงให้เห็นว่า อัพโหลด ไปกี่เปอร์เซนต์แล้ว
    หมายเลข 5. สามารถใส่ Thumbnail ได้จากตรงนี้หลังจาก อัพโหลด เสร็จแล้วก็ทำการ “Publish” เป็นอันเสร็จครับ


    upload-video-05

    หน้าตาหลังเสร็จแล้วก็จะได้โพสที่เราเห็นกันบ่อยๆ ประมาณนี้

    bud-light-video-ad1

ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ 

สำหรับบทหน้าไปพบกับ “วิธีดูรายงาน” บน แฟนเพจ << อ่านต่อได้เลย

“วิธีการโพส แบบต่างๆ บนแฟนเพจ”

Facebook Marketing 101 #101-06 บทที่ 06

“วิธีการโพส แบบต่างๆ บนแฟนเพจ”

บอกเลยตอนนี้เนื้อหาเยอะมากครับ แต่เพื่อความเข้าใจ ไปชมกันเลย

think-big-start-small-byob-post1.jpg

หลังจากที่เราเรียนรู้วิธีการสร้างร้านค้า หรือ “สร้าง Facebook Fanpage”

ต่อไปเราไปรู้จักกับ การจัดวางสินค้า หรือโปรโมตสินค้ากันครับ นั่นคือ “การโพส” นั่นเอง

แล้วทำไมเราต้องโพสด้วยล่ะ ?

  • ถ้าเปิดร้านมาแล้วไม่มีป้ายโชว์เลย ก็คงแปลกๆนะครับ ลูกค้ามาถึง “เห้ย ร้านนี้ขายอะไรวะ” ร้านเราไม่เพียงอาจจะเสียโอกาสลูกค้า ยังเสี่ยงต่อ Bad Impression อีกด้วย และที่น่ากลัวคือ ปากต่อปาก ครับ ต้องอย่าลืมนะครับ สินค้ามันจะขายตัวมันเองได้ ก็ต่อเมื่อเราต้องสร้างเรื่องราวให้เค้าก่อน
  • โพส ช่วยสร้างความสนใจให้กับร้านค้าเพิ่มขึ้นครับ ถ้าคนเข้าร้านมาเห็นแต่สินค้า แต่ไม่มีป้ายแนะนำสินค้า หรือเรื่องราวอื่นๆเลย ลูกค้าคงแค่เห็น แล้วก็ออกจากร้านอย่างรวดเร็ว แต่การมีโพสนี่แหละทำให้ลูกค้าอยู่เล่นในร้านเรามากขึ้น แล้วลองคิดดูนะครับ ถ้าลูกค้าอยู่ในร้านนานขึ้น จะเกิดอะไรขึ้น
    • ลูกค้าก็จะเข้ามาเพิ่มขึ้น “เห้ย ร้านนี้คนเยอะเว้ย ลองดูหน่อยสิ” !
    • เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจในการซื้อสินค้า
    • เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าจากเรื่องราว
    • ลูกค้าสามารถจดจำเราง่ายขึ้น
mark_zuckerberg.jpg
mark_zuckerberg-02.png

(ภาพไหนได้อารมณ์กว่ากันครับ รูปเปล่าๆด้านซ้าย หรือเติมโพส หรือคอนเท้นท์ ลงไป)

แล้วการโพสใน แฟนเพจ (Fanpage) มีกี่แบบกันบ้าง

Posting-01.PNG

(ภาพจากแฟนเพจ ผมเองครับ ถ่ายมาสดๆเลย เดี๋ยวมาดูกัน)

  1. วิธีการโพส Content ธรรมดา
    การโพสแบบนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าข้อความ พร้อม Emoji น่ารักๆทั่วไปPosting-03.PNG
    (ภาพจากเพจ Donald J. Trump)
    สำหรับการโพสแบบนี้ก็สามาถพิมพ์ในช่องเหมือนโพสทั่วไปปกติได้เลยครับเรียกได้ว่าเป็นวิธีโพสทั่วไปนั่นเอง

     

    Posting-05.PNG
    (ภาพจากเพจผมเอง)
    พิมพ์เสร็จก็กด Publish ได้เลย เป็นอันเสร็จ

  2. วิธีการโพส Content + รูปภาพ
    คล้ายกับด้านบน แต่เพิ่มเติมคือมีรูปนะPosting-04.PNG
    (ภาพจากเพจ Donald J. Trump)

     

    สำหรับการโพสแบบนี้ก็สามาถพิมพ์ในช่องเหมือนโพสทั่วไป เหมือนกันครับ

    Posting-06.PNG

     

    (ภาพจากเพจผมเองอีกแล้ว สังเกตุ วงกลมสีแดง)
    กดสัญลักษณ์กล้องถ่ายรูปตรงวงกลมสีแดงครับ แล้วเลือกรูปภาพลงได้เลย
    หลังจากนั้นก็กด Publish ได้เลย เป็นอันเสร็จ

  3. วิธีการโพสแบบอัลบั้มรูป
    เป็นการอัพเกรดขึ้นมาอีกระดับจากข้อ 2. นั่นคือทำเหมือนกันเลยครับ เพียงแต่ใส่รูปมากกว่า 1 รูปนั่นเอง
    ผลที่ได้ก็จะได้ตามรูปด้านล่างเลย

     

    ds-tripadvisor-album.jpg

     

    หรือจะกดจากหน้าฟังก์ชันจากรูป “Share a Photo or Video”

    Posting-01.PNG

     

    แล้วเลือก “Create Photo Album” จากนั้นก็บรรเลง ใส่รูปและ Content ในแต่ละรูปได้เลยครัช

    Posting-07.PNG

     

    หลังจากนั้นก็จะขึ้นตามในภาพ

    posting-12

     

    หมายเลข 1. ให้เราใส่ชื่อ อัลบั้ม ที่จะโพส
    หมายเลข 2. ใส่ Content หรือ ข้อความที่เราอยากจะโพส โชว์ให้คนเห็นก่อน
    หมายเลข 3. ส่วนนี้จะเป็นภาพแรกของอัลบั้มที่จะโชว์ และภาพอื่นๆจะอยู่ด้านล่าง
    ถึงเราจะใส่รูปไปแล้ว ก็สามารถคลิกลากเปลี่ยนกับภาพอื่น หรือจัดลำดับของภาพได้
    นอกจากนี้ด้านล่างเรายังใส่ข้อความอธิบายภาพได้ครับ
    หมายเลข 4. เราสามารถเลือกภาพใส่เพิ่มเติมได้นะ หากรู้สึกว่าภาพน้อยไป หรือใส่ไม่ครบ
    หลังจากจัดรายละเอียดอัลบั้มเรียบร้อย ก็กด Post ปุ่มสีน้ำเงินตรงมุมด้านขวาได้เลย เป็นอันเสร็จ

  4. วิธีการโพสแบบ เลื่อนดูทีละรูป หรือ “Carousel”
    การโพสแบบนี้จะให้เราใส่ทีละรูปครับ และเขียน Content โดยมีลิ้งไปยังเวปไซต์ที่เราต้องการ
    ไปดูวิธีกันเลย
    – เลือก “Create a Photo/Video Carousel”

     

    Posting-08.PNG

     

    – เลือกใส่ลิ้ง URL ไปยังปลายทาง หากมีคนคลิกที่ภาพ จากนั้นก็คลิก เครื่องหมายลูกศรเพื่อไปหน้าถัดไป

    Posting-09.PNG

     

    – ต่อมาเพิ่มภาพได้โดยกดเครื่องหมาย + ด้านล่าง หลังจากใส่รูปเราสามารถใส่ Headline, Text รวมถึง URL link ได้ด้วยในแต่ละรูป

    Posting-10.PNG

     

    – จากนั้นกด Publish เป็นอันเสร็จ จะได้หน้าตาประมาณนี้ครับ
    Carousel-Ad-FS.jpg

  5. วิธีการโพสแบบ “Slide Show”หรือ “Dynamic Show”
    เป็นวิธีการโพสแบบ ภาพเคลื่อนไหวเอง โดยที่คนดูไม่ต้องกดเพื่อเลื่อนดูรูปอื่นๆเหมือนแบบ “Carousel” ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับการโพสขายของที่เป็นเซ็ตเยอะๆ ซึ่งใส่สินค้าได้เยอะกว่าแบบ “Carousel” เอาละไปดูวิธีกันเลย- เริ่มจากคลิกที่หัวข้อ “Create Slide Show”

     

    posting-13

     

    – หลังจากขึ้นภาพตามนี้ก็สามารถปรับแต่งต่อได้ตามนี้เลย
    หมายเลข 1. การปรับอัตราส่วนรูปภาพที่จัดแสดงครับ
    หมายเลข 2. ระยะเวลาในการโชว์แต่ละภาพ
    หมายเลข 3. เอฟเฟคในการเปลี่ยนภาพ อยากให้เปลี่ยนแบบไหน
    หมายเลข 4. เราจะใส่กี่ภาพก็จัดได้ที่ตรงด้านล่าง
    หมายเลข 5. ช่วย Preview ว่าสไลค์ที่เราทำถูกใจแล้วหรือยัง ก็สามารถปรับตามได้
    หมายเลข 6. เป็นลูกเล่นที่แหล่มเลยทีเดียว เพราะเราใส่เพลงลงไปได้ครับ

    posting-15

    – มาดูกันต่อที่การใส่เพลงให้กับ “Slide Show”
        เค้าจะมีรายชื่อเพลงมาให้ ซึ่งสามารถกดกดเลือก แล้วลองเล่นดูก่อนได้เลย
    หลังจากนั้นกด “Create Slideshow” ปุ่มน้ำเงินด้านล่างเป็นอันเสร็จครับ

    posting-16

     

    – เอาล่ะหน้าตาหลังเสร็จก็จะเป็นแบบนี้, คล้ายกับ Carousel เพียงแต่คนดูไม่ต้องมานั่งกดสไลค์เลื่อนเอง

    posting-17
    (Credit GIF: Buffet Blog)

  6. วิธีการโพสแบบ “Canvas”
    เป็นวิธีการโพสที่ผมชอบมาก เพราะเหมือนกับเรากำลังอ่านหนังสือพิมพ์ โดยไม่ต้องคลิกเข้าเวปไซต์ไปยัง แหล่งอื่นๆ แล้วต้องเสียเวลามานั่งโหลดนานๆเสียเวลากว่าจะได้อ่านแต่ละที
    ซึ่งการโพสแบบนี้ ผู้อ่านสามารถเข้าถึงได้ง่าย และเข้าถึงเนื้อหาที่เราอยากนำเสนอมากที่สุด เพราะสมัยนี้ Content ต้องเน้นโหลดไว เน้นข้อความชัดเจน แค่นั้นพอคือสิ่งที่คนดูต้องการเอาละไปลงมือทำกันเริ่มจาก เลือกหัวข้อเดิมก่อนเลยครัช แล้วไปที่ “Create a Canvas”

     

    posting-17

     

    – ต่อมา มี 2 ส่วนที่ต้องทำหมายเลข 1. ใส่ Content ของเราเพื่อให้คนได้เห็นโพสของเราก่อน
    เป็นการเรียกน้ำย่อย ก่อนการคลิกเข้ามาอ่านเพิ่มเติมนั่นเอง
    หมายเลข 2. เป็นการสร้าง Canvas หรือกระดานที่เราไว้เขียนเรื่องราวเพิ่มเติมต่อจากข้อ 1.
    เสร็จแล้วกดเครื่องหมาย + ได้เลย เข้าสู่ขั้นตอน “การสร้าง Canvas”

    posting-18

     

    – ก่อนเริ่ม ถ้าหากทำครั้งแรก เราต้องสร้างใหม่หมดทุกอย่าง
    หมายเลข 1. คือส่วนของ “การสร้าง Canvas” แผ่นใหม่
    หมายเลข 2. คือส่วนของหัวข้อที่เราจะกดเพื่อเติมเต็ม Canvas ต่อไป
    หมายเลข 3. หลังจาก Canvas เสร็จ จะถูกโชว์คร่าวๆ ก่อนการโพสลงร้านค้าเราจริงๆ
    เอาล่ะ เริ่มมาก็กด 1. (Component) กันก่อนเลยครับ

    posting-19

     

    – หลังจากกด Component จะมี 6 ปุ่มให้เลือกว่าเราจะเพิ่มลูกเล่นอะไรลงบน Canvas เรา
    หมายเลข 1. ทำการเพิ่มปุ่ม: สามารถแต่งได้ว่า เมื่อมีคนกดปุ่มนี้จะให้ลิ้งค์ไปหน้าไหน หรือเวปไซต์ไหนๆ โดยสามารถเขียน Content ลงบน ปุ่ม ได้ด้วย เหมือน CTA เลย

    หมายเลข 2. Carousel: มาอีกแล้วกับฟังก์ชั่นใส่ภาพ ซึ่งมาเป็นแพกเกตให้เลย เราเลือกภาพได้ เลือก Text, Headline หรือ URL ก็ตามสะดวก เหมือน วิธีการโพสแบบ เลื่อนดูทีละรูป หรือ “Carousel” ในหัวข้อที่ 4.

    หมายเลข 3. ใส่รูปภาพแบบเดี่ยวๆ เข้าใจกันดีเนอะ

    หมายเลข 4. ใส่ Text หรือ ข้อความที่เราจะเขียนลงไป

    หมายเลข 5. ใส่ Video ลงบน Canvas ได้ด้วยนะ

    หมายเลข 6. Header อยากให้เป็นรูปอะไรก็เลือกกันเลย

    หลังจากเลือก Component ที่เราต้องการจะจัดวางแล้ว ก็เลือก “OK” ปุ่มน้ำเงินด้านขวาล่างเป็นอันเสร็จ

    posting-20

     

    – ต่อมาคือการจัดวาง Layout ครับ หรือจัดรูปแบบของ Canvas ซึ่งสามารถดูตัวอย่างที่เราจัดก่อนเผยแพร่ได้ในพื้นที่ด้านขวา หมายเลข 4.

    หมายเลข 1. ไว้ตั้งชื่อ Canvas ของเรา
    หมายเลข 2. ไว้ปรับ Component เป็นส่วนๆตามที่เราเลือก เช่นเราเลือก Text มันก็จะไว้ปรับสี ปรับขนาดตัวอักษร หรือชนิดตัวอักษรนั่นเอง
    หมายเลข 3. ไว้เพิ่ม Component

    posting-21

     

    – เริ่มแรกอาจจะงงบ้าง แต่ทำไปเรื่อยๆจะมีแนวทางของตัวเอง และสนุกครับ
    ใกล้เสร็จแล้ว เรามาดูสัญลักษณ์มุมบนขวากันบ้าง
    หมายเลข 1. ไว้สำหรับกดชมตัวอย่างในมุมมองของคนที่เห็น ว่าเค้าเห็นอย่างไร โอเครไหม
    หมายเลข 2. เป็นการแชร์ไปยังที่อื่นๆ
    หมายเลข 3. เซฟ Canvas ของเราไว้เป็น Theme มาครั้งหน้าก็โหลดใช้ใหม่ได้เลย
    หมายเลข 4. ทำการเผยแพร่นั่นเอง

    posting-22

     

    – เสร็จแล้วก็กด Finish แล้วเผยแพร่เลย จะได้หน้าตาประมาณนี้ครับ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

    posting-23
    (ภาพ Canvas จากแฟนเพจผมเอง)

การโพสทั้งหมดบน Facebook Fanpage ก็จะมีประมาณนี้

ส่วนบทต่อไป

จะพาไปชมการลง Video กันครับ

“การใส่ Video ลงใน Facebook Fanpage” << อ่านต่อโลด

“Inbox” คืออะไร

Facebook Marketing 101 #101-05 บทที่ 05

“Inbox” คืออะไร

manage-recover-your-facebook-chat-messages-history.1280x600.jpg

“Inbox” คือ กล่องข้อความรูปแบบหนึ่งไว้ติดต่อกันระหว่างบุคคล หรือแบบกลุ่ม ถ้าเราเปรียบ Facebook Fanpage เหมือน ร้านค้า เจ้า Inbox ก็เหมือนช่องทางการสื่อสารระหว่าง เรากับลูกค้า หรืออาจจะเป็นมือถือที่สามารถคุยพร้อมกันได้ หรือสับเปลี่ยนการคุยได้โดยไม่ต้องวางหูมือถือก่อนเพื่อโทรคุยคนถัดไป หรือถ้าพูดอีกแบบ ก็เหมือนการส่งข้อความหากันเช่น Line, Messenger นั่นแหละครับคือ Inbox

แล้ว “Inbox” มีประโยชน์อย่างไร ?

  • เห็นรูปโปรไฟลล์ และข้อมูลร้านค้าเราโดยไม่ต้องเข้าร้านก็ได้
message_thread-03.PNG
  • สามารถจัดแจงลูกค้าที่คุยได้ โดยจัดกลุ่ม (เราตั้งชื่อเองได้เลย) เช่น
    • กลุ่มสนใจ
    • กลุ่มโอนเงินมาแล้ว
    • กลุ่มได้รับของแล้ว
  • ค้นหาข้อความจาก Tag ที่เราสร้าง เพื่อค้นหาข้อความที่สำคัญๆ เช่น
    • ลูกค้า VIP
    • กลุ่มสำคัญ
message_thread-04.PNG
  • ตั้ง บอท ให้ตอบคำถามลูกค้าแทนเรา เช่นเราไม่ว่างจริงๆ แต่ก็ไม่อยากให้ลูกค้ารอแบบไม่มีการตอบสนองเลย เราก็สามารถสร้างคำทักทายเริ่มแรกเพื่อต้อนรับลูกค้าก่อนได้ เช่น
    • “สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ร้าน ….. หากมีข้อสงสัยสอบถามได้เลยครับ”
message_thread-02.PNG
  • ทราบได้ว่าข้อความจากลูกค้าคนนั้นๆเราได้อ่านแล้วนะ
message_thread-05.PNG
  • มีการแสดงว่าเราตอบลูกค้าเร็วแค่ไหน
    • ค่าที่ดีในการตอบกลับคือ มากกว่า 90% และไม่ควรเกิน 5 นาที

      responsive-comment
      (ภาพบน Fanpage ที่เราสามารถเห็นได้ไม่ยาก)

  • เก็บความลับการคุยให้กับลูกค้าแต่ละคน เช่น ข้อความของลูกค้า A เราจะเห็นแค่คนเดียว และลูกค้า B, C และ D ก็จะไม่เห็น ซึ่งดีมากต่างจากไปร้านแบบบ้านๆ ใครคุยในร้าน ถ้าอยู่ใกล้ๆ ก็ได้ยินกันหมด
url.png

พอจะเห็นภาพขึ้นบ้างแล้วนะครับ ว่า “Inbox” คือะไร

สำหรับบทหน้า เราไปตกแต่ง Facebook Fanpage หรือ ร้านค้าออนไลน์สำหรับเรากันต่อครับ

ในบท “วิธีการโพส บนแฟนเพจ” << เรียนรู้เพิ่มเติม

ทำไมถึงต้องสร้าง “แฟนเพจ”

Facebook Marketing 101 #101-04 บทที่ 04

ทำไมถึงต้องสร้าง “แฟนเพจ”

reachpeople_2.png
(Credit: จาก Facebook Blueprint)

การที่เรา “สร้างแฟนเพจ” ก็เหมือนการสร้างร้านค้าเราเอง

เพราะหากเราแจกใบปลิวไปแล้ว ลูกค้าเกิดสนใจล่ะ แล้วจะติดต่ออย่างไร

อยากมาที่ร้านเพื่อความน่าเชื่อถือ ? แล้วเรามีไหม ?

ดังนั้นการสร้าง “แฟนเพจ” ก็เหมือนเราเปิดร้านเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

อีกทั้งยังเหมือนสร้างการจดจำให้ลูกค้าด้วยครับ

แน่นอน Facebook มีลูกค้าโลดแล่นถึง 1 พันล้านคน

ถ้าแค่ในไทยก็ 43 ล้านคนไปแล้วที่เล่นๆกัน เพิ่มไวมาก

Potential Reach.PNG

(ภาพจริงจาก Business Facebook, Platform ที่ใช้ในการสร้าง Campaign โฆษณา ครับ ถ่ายมาสดๆเลย)

ถ้าเราสามารถส่ง ใบปลิว ไปถึงแค่ 1% ก็ได้ประมาณ 4.3 แสนคนแล้วครับ

ดังนั้นเจ้า “แฟนเพจ”นี่แหละจะมาทำหน้าที่ใบปลิวแทนเราในอนาคต

เพราะลูกค้าไม่ใช่แค่ “เห็น” (Reach)

แต่ยังสามารถโทรหา, คลิกเข้าเวปไซต์, กด Inbox, หรือมีส่วนร่วมกับร้านค้าเรา (Engagement) เช่นแวะเวียน เข้า-ออก (Traffic)

เปรียบ “แฟนเพจ”เหมือนร้านค้า 

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือรายละเอียดภายในร้าน ทำอย่างไรให้น่าสนใจ

  • การสร้างเวปไซต์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึง
  • การบอกข่าวสารอัพเดท รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน
  • โปรโมตสินค้าขายดี และอัพเดทสินค้าใหม่
  • อธิบายร้านค้าคุณ และบอกเวลา เปิด-ปิด รวมถึงสถานที่
  • ให้ลูกค้ารีวิวร้านได้อีกด้วย

contact_info.png
(Credit: จาก Facebook Blueprint)

นอกจากนี้ “แฟนเพจ” ยังเป็นร้านค้าอัจฉริยะ

  • บอกเวลาคนเข้าออกร้าน ช่วงไหนเข้าเยอะ ช่วงไหนเข้าน้อย ทำให้เราเตรียมรับมือกับกระแสช่วงคนเข้าร้านได้ และเตรียมการตอนคนเข้าน้อยแทน
  • รายงานผล เหมือนเลขาส่วนตัว ว่าลูกค้าเข้ามาทำอะไรบ้างในร้านเรา
  • เลือกได้ว่าลูกค้าเข้าร้านแล้วจะให้ทำสิ่งใดต่อ (CTA, Call to Action)
    • Book Now (เกี่ยวกับการจอง)
    • Call Now  (โทรหาร้านเลยใช้ได้เฉพาะมือถือนะ)
    • Contact Us (ติดต่อ)
    • Donate (ได้เฉพาะเพจไม่แสวงหาผลกำไร)
    • Send Message (ส่งข้อความแต่ใช้ได้เฉพาะมือถือนะ)
    • Use App (ใช้แอพฯ)
    • Play Game (เล่นเกมส์)
    • Shop Now (ซื้อของ)
    • Sign Up (ลงทะเบียน)
    • Watch Video (ดูวิดีโอ)
    • Send Email (ส่งเมลล์หา)
    • Learn More (กดเพื่อชมเนื้อหาเพิ่มเติม)

แฟนเพจ-01.PNG
(ภาพจากแฟนเพจของแอดมินเองครับ)

“แฟนเพจ”ยังเป็นร้านค้าเคลื่อนที่ติดตัวเรา และ ลูกค้า

เอากะมันสิครับ เพราะร้านค้าปกติ ลูกค้าต้องเดินมาหาเราเอง

เราไม่อยู่ร้าน ไม่สะดวกเท่ากับปิดร้านเลย เสียโอกาสหากลูกค้าเดินทางมาร้านเรา

แต่ปัญหานี้หมดไป เพราะเรา และลูกค้าสามารถเข้าถึงร้านค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงมี Internet !!

ด้วยฟังก์ชัน “Inbox” (การส่งข้อความโดยตรงเข้าหา ร้านค้าเรา เห็นเฉพาะเราและลูกค้ารายนั้นๆเท่านั้น)

inbox.png
(Credit: จาก Facebook Blueprint)

คำถามคือแล้ว “Inbox” คืออะไร << ไปชมบทต่อไปกันเลย

การสร้าง “Facebook Fanpage”

Facebook Marketing 101 #101-03 บทที่ 03

การสร้าง “Facebook Fanpage”

Image may contain: text

(ภาพจากแฟนเพจ ของผมเอง เดี๋ยวจะอธิบายจนสามารถสร้างได้เองเลยล่ะครับ)

ทำไมถึงต้องสร้าง “แฟนเพจ” ด้วยนะ

อย่างที่บอกในบทที่ 01 ครับ ว่า ทุกเช้าเลยปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ใครๆเปิด Facebook เล่นกัน

ยิ่งในสมัยนี้ ไม่ว่ารุ่นพ่อ หรือรุ่นปู่ ก็เล่นกันอย่างเมามันส์

และนั่นคือโอกาสครับ ที่จะทำให้พวกเขาเห็น ใบปลิว (โฆษณา) ของเรา

เริ่มต้นสร้าง “แฟนเพจ”

1. เข้า Facebook มาก็จะเจอ หน้าแรก สามารถสร้างได้ 2 วิธีครับ

วิธีที่ 1. เข้าด้านซ้ายล่างของหน้าแรก

createpage-01.PNG

หรือวิธีที่ 2 เข้าด้านขวาบน กด แล้วจะมี แทบให้เลือก สร้างเพจ (Create Page)

createpage-02.PNG

2. เลือกจุดประสงค์ในการทำ “แฟนเพจ” ขึ้นมาครับ
สมมติว่าเราต้องการจะขายของ ก็เลือก Brand or Product ก็ได้ครับ

createpage-03.PNG

3. เลือกประเภทสินค้าที่เราต้องการจะขาย หรือ โปรโมตบน “แฟนเพจ”
จากนั้นก็ตั้งชื่อ “แฟนเพจ”

createpage-04.PNG

4. เรียบร้อยครับ ง่ายแค่นี้เอง ตอนนี้เราก็จะได้แฟนเพจเป็นของตัวเองแล้ว
ซึ่งอาจจะต้องหารูปมาใส่ครับ ก็กดเปลี่ยนรูปได้ตาม ที่วงกลมสีแดงไว้เลย

createpage-05.PNG

เสร็จแล้วครับกับการสร้างแฟนเพจ ทีนี้เราก็จะเป็นแอดมิน

และเริ่มต้นโพส หรือโปรโมตสินค้าของเรา

เดี๋ยวก่อน !!!

ติดตรงที่ว่า !! แล้วลูกเพจเราล่ะ โพสไปใครจะเห้นบ้าง

ตอนแรกมาไม่มีคนกดไลค์ เราโพสไปก็เห็นคนเดียววนี่แหละ

คำถามคือจะทำอย่างไรดี ??

เรามี 2 สายครับ ชาวบ้านเรียกกันคร่าวๆว่า

รูปภาพ1.png

  • สายขาว 
    หรือการทำ Content แบบ ไม่เสียเงิน แต่ใช้เวลานานมากกว่าจะติดตลาด ซึ่งการทำแบบนี้จะต้องมีกลยุทธ์ที่ดีมาก และมีการวางแผนล่วงหน้า ว่าเราต้องการสื่อสารกับลูกค้าอย่างไรเพื่อ ทำให้คนอยากอ่าน และอยากกลับมาอ่านต่อ
  • สายดำ
    เน้นเร็ว เน้นไว ข้าเก่งได้เพราะข้าเงินทุนหนา ทุ่มหมดตัวเพื่อได้คน ได้ยอดไลค์ยอดแชร์

เอาล่ะครับ จะเลือกสายไหนก็แล้วแต่ตามสะดวกเลยนะครับ เพราะสายขาว ยากแต่ยั่งยืน
ส่วนสายดำ เร็ว แรง ต่อยอดได้หลากหลาย

ซึ่งการผลิต Content และการสร้าง กลุ่มลูกค้าให้มาไลค์เพจ จะขอแยกไว้ในบท “สร้างยอดไลค์ข้ามคืน”

ส่วน บทหน้า จะพาไปชม ทำไมถึงต้องสร้าง “แฟนเพจ”
ไม่สร้างได้ไหม ?? ก็ได้นะ แต่สร้างแล้วมีประโยชน์กว่าเยอะเลย !!

ใครคือลูกค้าเรา “Custom Audiences”

Facebook Marketing 101 #101-02 บทที่ 02

ใครคือลูกค้าเรา “Custom Audiences”

สิ่งแรกในการวางกลยุทธ์คือถามตัวเองว่า “ใครคือลูกค้าเรา” !

%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%882-101

หลายๆคนพอมีไอเดียสิ่งแรกที่จะทำก็คือ ลงมือสร้างสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ขึ้นมา

และต่างคิดว่า สินค้าฉันจ๋าบ ไอเดียชั้นเลิศสุด แมร่งต้องยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนแน่นอน

พอมีผลิตภัณฑ์ปุ๊บ ก็เร่หาลูกค้าเลย ไม่สนว่าลูกค้าเราเป็นใคร เพราะมันเจ๋ง !!

แล้วอะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ หรือผิดที่เลือกลูกค้าผิดนะ ?

ลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเองแล้วถามใหม่ว่า

ใครคือลูกค้าเรา ใครยอมจ่ายเงินให้เราจริงๆ

นั่นแหละลูกค้าเราครับ

ในบทนี้เราจะมาดูกันว่า Facebook มีวิธีช่วยค้นหาลูกค้าอย่างไร

และเราเองก็จะได้วาง กลยุทธ์การตลาด และการขายของเรา

target_market.png

(สีขาวคือกลุ่มคนทั่วไปที่ไม่ได้เลือก สีฟ้าคือลูกค้าที่เราเลือก หรือมองหา)

เสริมให้เห็นภาพง่ายขึ้น

Related image

ภาพก่อนเริ่มทำการระบุกลุ่มลูกค้า เรายังไม่สามารถทราบแน่ชัดใครคือลูกค้าเราจริงๆ

Related image

ภาพหลังทำการระบุกลุ่มลูกค้า ภาพเริ่มชัดขึ้น และสามารถแจกใบปลิวได้ถูกกลุ่มเป้าหมาย

จากภาพด้านบน

หากเราต้องการขายของ หรือโปรโมตสิ้นค้า หรือเลือกกลุ่มลูกค้า

เราต้องระบุให้ได้ครับว่าใครคือเป้าหมายเรา

Facebook จะช่วยเราค้นหาจากข้อมูลที่เราๆ โพส ที่เราๆกดไลค์ กดเพจ

มันมาจากพฤติกรรมที่เราทำ สะสมมาเรื่อยๆ ซึ่งนั่นแหละข้อมูลอันโอชะ

การคัดเลือกลูกค้า ทำไมเพื่ออะไร ?

  1. ลดต้นทุน
    การโฆษณา ก็คือการลงทุนอย่างนึง ต่อจากการที่เรามีผลิตภัณฑ์เพื่อจะขายครับ
    ในธุรกิจแทบจะเลี่ยงไม่ได้เลย และเป็นต้นทุนที่สูงที่สุดในบรรดาต้นทุนทุกตัว
    ดังนั้นจะละเลยก็คงไม่ได้ เพราะอาจจะขาดทุน หรือกำไรปังๆ 10 เด้ง 100 เด้ง ก็ทำได้
    เปรียบกับ
    1443946550_12080285_1052367511470735_2467172973889653421_o.jpg
    การแจกใบปลิว

    – ใบปลิว เปรียบเหมือน โฆษณา (Creative Ads)
    – คนที่รับ เปรียบเสมือน คนที่เห็น (Reach)คำถามคือ ?
    – ทำอย่างไรคนถึงจะสนใจโฆษณาที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เรา
    – ใครจะเลือกหยิบโฆษณาเรา
    – ใครที่ดูโฆษณาเราแล้ว สนใจและติดต่อกลับ พร้อมปิดการขายดังนั้น
    จะเห็นได้ว่าหากเลือกแจกโฆษณาผิดกลุ่มล่ะครับ ผลที่ได้ ?
    – ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าจะปิดการขายได้ซักคนนึง
    – แจกใครก็ไม่รู้ มีคนเห็นแต่ไม่มีคนติดต่อกลับ และซื้อ
    – บางคนหยิบ 2-3 ใบ (เห้ย เอาไปทำอะไร เราเองตอบตัวเองไม่ได้ด้วยว่าเอาไป 2 ใบ แล้วจะซื้อ 2 รอบ)
  2. เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน และสามารถนำคำชม และติเตียนมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่อได้
    ข้อนี้หากเราแจกใบปลิวผิดกลุ่ม บางคนก็วิจารณ์แบบ เสียๆหายๆทั้งๆที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เราเลยซักนิดเดียว ดังนั้นการเลือกกลุ่มคนที่เหมาะสม และใช่ตั้งแต่แรก ทำให้เราเข้าใจถึงผลิตภัณฑ์ และได้รับข้อมูลที่ตรงกับธุรกิจเรามากที่สุดนั่นเองครับ

แล้วเรามีวิธี “ค้นหาลูกค้า” อย่างไรกัน ?

Facebook ช่วยเราง่ายๆ เพียงกรอกข้อมูลตามนี้ครับ
เราก็จด ลิสต์ไว้ แล้วนำมาใส่เลย

  1. สถานที่
    ไม่ว่าจะเป็น ประเทศ หรือจังหวัด ก็สามารถเลือกได้
    %e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88
    (ภาพจริงตอนเลือก)
    ตอนเราลงมือทำจริงจะสามารถเลือกได้เลยว่าจะใส่ข้อมูลอะไรลงไป
    หรือจะปักหมุดเองในแผนที่ก็ได้นะ ง่ายมากๆ
  2. อายุ
    ได้ตั้งแต่ 13 – 65 ปี เลือกตามใจชอบได้เลย
    แต่ต้องระวังเรื่องกฏเกณฑ์การโฆษณา และกฏหมายในแต่ละประเทศครับ
    เช่นบางประเทศสามารถโฆษณาเบียร์ บุหรี่ได้ต้อง เลือกกลุ่มที่อายุ 20+ เท่านั้น เป็นต้น
    Image result for สาวเชียร์เบียร์
    (ก็ไม่รู้จะห้ามกันทำไมนะครับ แหม่ !!)
  3. ความสนใจของกลุ่มลูกค้า
    สมมติว่าขาย รองเท้า เราจะเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบไหนดี ก็ทำการลิสต์เลย
    – ยี่ห้อรองเท้าต่างๆ (Flipflop, Croccodile, Onitsuka, … )
    – ความสนใจที่ใกล้เคียง (การวิ่ง, การเล่นกีฬา, การเดินทาง,….)
    – เพจ หรือเวปที่เกี่ยวกับรองเท้า (Lazada, shopee,…)
    Related image
    (รู้เลยอ้ายหมอนี่ชอบ Nike)
  4. การแสดงผลของโฆษณา ว่าเราอยากให้แสดงผ่าน
    – มือถือ หรือ คอมส์พิวเตอร์ หรืออุปกรณ์แสดงผลต่างๆ เช่น Tablet
  5. ภาษา
    บางทีเราก็อยากให้ชาวต่างชาติเห็นด้วย หรืออยากเพิ่มโอกาสการขาย
    ก็สามารถเลือกการแสดงผลคนที่สามารถอ่านภาษานั้นๆได้

ส่งท้ายบท
เอาล่ะครับอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกท่านคงจะสามารถนำไปประยุกต์กับธุรกิจต่างๆของท่านได้ไม่ยาก
เพราะจากที่เรายังงงกับการเลือกว่า “ใครคือลูกค้าเรา” ? ต่อไปก็จะพาทุกท่านเข้าสู่
เรียนรู้ “การสร้างแฟนเพจ” 

มารู้จักกับ “Facebook Marketing”

Facebook Marketing 101 #101-01 บทที่ 01

มารู้จักกับ “Facebook Marketing”

facebook-marketing.jpg

ถ้าเราพูดถึง Facebook ไม่ว่าใครในสมัยนี้ก็ต่างรู้จัก
และทุกเช้าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจะต้องหยิบมือถือมาชมก่อนการเปิดทีวีดูเสียอีก

แต่ถ้าพูดถึง “Facebook Marketing”หลายคนคงทำหน้างง และมีคำถามในใจว่า คืออะไร ?
“เคยเห็นใน Facebook นะ”
“ไม่รู้จักหร่อก เล่นอย่างเดียว”
“อ๋อขายของออนไลน์ หรอ?”
“เห็นหลายคนพูดถึง แต่ไม่รู้คืออะไรนะ?”
….
.
.
.
ไม่รู้จักไม่เป็นไรครับ เพราะตอนนี้คุณรู้จักแล้ว !

“Facebook Marketing” คือ

“Facebook Marketing” คือ ช่องทางหนึ่งในการทำการตลาด หรือขายของออนไลน์นั่นเอง
นั่นหมายความว่าเราสามารถ สื่อสาร หรือโปรโมตสินค้าให้คนอื่นเห็นได้ โดยไม่ต้องเดินไปเคาะตามประตูบ้านแบบสมัยก่อน

แล้วทำไมใครๆก็ต่างเลือก ทำการตลาด หรือขายของบน Facebook ล่ะ

  1. ง่ายๆครับ อย่างที่บอกไป “ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจะต้องหยิบมือถือมาชมก่อนการเปิดทีวีดูเสียอีก” นั่นหมายความว่ามันเป็นช่องทางนึงในการแสดงสินค้า หรือสื่อสารให้คนเห็น “เร็ว” และ “เข้าถึง” คน ได้ง่ายกว่าทีวีเสียอีก
  2. จำนวนคนที่เล่น Facebook นั่นสูงมากครับเทียบภาพให้เห็นเลยด้านล่างs1.png

(Credit; โรธ โซเชียล)

      3. Facebook เป็น พื้นที่ที่มีศักยภาพในการสร้างเครือข่าย และเครื่องมือต่างๆที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าช่องทางอื่นๆ และแน่นอนสามารถขายของได้ทั่วโลก Global Advertising Scale

      4. การลงทุนที่น้อย เพียง 1$ (ประมาณ 35.5 บาท) ก็สามารถโฆษณาได้ ว้าวๆๆ  เป็นไงละครับ

13112929745084.png

     5. เราสามารถเลือกกลุ่มลูกค้าได้ด้วยตัวเอง เพราะหากเทียบกับการตลาดในช่องทางอื่นๆ เราคงเลือกกลุ่มลูกค้าแทบไม่ได้ สมมติว่าเทียบกับการตลาดผ่านช่องทาง ทีวี เราเลือกได้ไหมอยากให้นาย ก. นาย ข. เห็นโฆษณาเราในช่วงเวลา แค่ 5 โมงเย็น – 6 โมงเย็นนะ แล้ว นาย ค. เห็นไม่ได้นะ (เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย)

แต่ “การตลาดออนไลน์” สามารถเปลี่ยนเรื่องยากๆพวกนี้ให้เป็นเรื่องกล้วยๆได้ง่ายๆ เพราะ คุณเองสามารถเลือก
– เวลา ในการแสดงผลโฆษณา
– กลุ่มคนที่เราอยากให้เห็นโฆษณา หรือมีศักยภาพในการซื้อ
– ช่วงอายุ และความชอบ ไม่ชอบ
– พื้นที่ในการโฆษณา อยากให้คนที่อาศัยบริเวณไหนเห็น
(แค่ 4 ข้อนี้ก็กินขาดแล้วครับ)

     6. วัดผลโฆษณาแต่ละตัวที่เราปล่อยไปได้ โคตรดี เพราะว่า ถ้าหากเราเสียเงินไปแล้วแต่ไม่สามารถวัดผลได้ว่า เงินที่เราใช้ไปเสียไปกับอะไรบ้าง และได้กำไรไหม คงปวดตับแย่เลยครับ เพราะการที่เราไม่ทราบค่าและวัดผลได้ทำให้เราไม่มีทิศทางในการปรับปรุงครั้งต่อไป และไม่ทราบว่าโฆษณาตัวไหนดี หรือไม่ดีเพราะอะไร หรือเหมาะกับกลุ่มคนกลุ่มไหน หรือกลุ่มไหนชอบ-ไม่ชอบ

แต่ “การตลาดออนไลน์” ทำให้เรื่องพวกนี้หมดห่วง เพราะเราสามารถปรับปรุงโฆษณาของเราและ วัดผลได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอเหมือนการโฆษณาตามช่องทางอื่นๆ

     7. เราสามารถเก็บกลุ่มลูกค้าไว้ได้ด้วยนะ ! นั่นหมายความว่า คนที่เห็นโฆษณาและมีปฏิสัมพันธ์กับโฆษณาเราเพียงครั้งเดียว เราก็มีข้อมูลเพื่อปรับปรุง ค่าใช้จ่ายเราในครั้งหน้าให้ใช้น้อยกว่าเดิมได้ ซึ่งต่างจากช่องทางอื่นๆ หรือการตลาดแบบโลกเก่า ที่ไม่สามารถเก็บข้อมูลไว้ได้

internet_vs_tv.jpg

ปาไป 7 ข้อ เท่านี้ก็รู้แล้วนะครับ ว่า “Facebook Marketing” และ “การตลาดออนไลน์”
มีประสิทธิภาพมากขนาดไหนกับการโฆษณา และหารายได้ในยุคปัจจุบัน

เอาล่ะ บทต่อไปรู้จักกับ การสร้าง แฟนเพจ “Facebook Fanpage” กันครับ